อย่าเพิ่งซื้อกระเบื้องปูพื้น ถ้ายังไม่รู้สิ่งนี้! วิธีเลือกกระเบื้องปูพื้นให้สวยและปลอดภัย 

วิธีเลือกกระเบื้องปูพื้น


เคยไหม? เวลาเดินเลือกระเบื้องในโชว์รูมแล้วเห็นกระเบื้องลายสวยและถูกใจ ราคาก็ดี เลยรีบสั่งมาปูที่บ้านทันที… แต่พอนำมาใช้งานจริง เจอปัญหาบ่อยมาก วันไหนที่ฝนตกเวลาเดินผ่านแล้วลื่นมากๆ! หรือบางจุดใช้ไปได้แค่ไม่กี่ปีก็มีคราบน้ำคราบราดำซึมฝังแน่น ขัดยังไงก็ขัดไม่ออก! แถมบางจุดก็แตกร้าว ปัญหานี้เจอกันบ่อยมาก ทั้งเจ้าของบ้านมือใหม่ที่เน้นความสวยงาม แม้แต่พี่ๆช่างที่บางครั้งอาจจะลืมเช็กสเปกหรือรายละเอียดบางข้อไป วันนี้ในฐานะคนที่อยู่กับงานก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างมานาน อยากจะมาเล่า วิธีเลือกกระเบื้องปูพื้น ให้สวยตรงปก ปลอดภัย และใช้งานได้ยาวๆ โดยไม่ต้องมานั่งปวดหัวแก้ทีหลัง มาดูกันว่าก่อนจะจ่ายเงินเลือกกระเบื้องปูพื้นมาใช้งาน มีเรื่องไหนที่ต้องเช็กให้ชัวร์ก่อนนำมาใช้งานบ้าง!

ค่า R บนกล่องกระเบื้องคืออะไร?

เวลาไปเดินเลือกกระเบื้องปูพื้นส่วนใหญ่เราก็มักจะพุ่งเป้าไปที่ “ลายสวยๆ” กันก่อนใช่ไหม? แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้ว สิ่งที่ต้องดูควบคู่กันไปตั้งแต่แรกเลยก็คือ “ค่า R” (Slip Resistance) หรือค่าความฝืดกันลื่นนั่นเอง

             ต่อให้กระเบื้องจะลายสวยหรือแพงแค่ไหน แต่ถ้าเลือกไปปูผิดจุด โดนน้ำนิดเดียวก็ทำให้ลื่นได้ กลายเป็นจุดอันตรายในบ้านทันที ยิ่งบ้านไหนมีเด็กเล็กหรือมีผู้สูงอายุอยู่ด้วยยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ! วิธีจำค่า R ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ลองเอาทริกง่ายๆ นี้ไปใช้ตอนเดินเลือกซื้อได้เลย

  • R9 (กันลื่นระดับเริ่มต้น): ผิวจะเรียบเนียน ปัดกวาดเช็ดถูง่าย เหมาะกับโซนแห้งสนิทภายในบ้าน เช่น ห้องนอน ห้องรับแขก หรือห้องนั่งเล่น
  • R10 (กันลื่นระดับปานกลาง): ผิวเริ่มมีความหนึบขึ้นมาเล็กน้อย เหมาะกับห้องครัว ลานซักล้างในร่ม หรือโซนแห้งตรงหน้าอ่างล้างหน้า ช่วยกันลื่นเวลาโดนละอองน้ำหรือคราบน้ำมันกระเด็นใส่ได้ดี
  • R11 – R12 (กันลื่นระดับสูง): ผิวจะเริ่มสัมผัสสากเท้า มั่นใจได้เลยว่าเดินแล้วไม่ลื่นแน่ เหมาะกับห้องน้ำโซนเปียกตรงที่ยืนอาบน้ำ ระเบียง ลานจอดรถ หรือพื้นนอกบ้านที่โดนฝนสาดประจำ
  • R13 (กันลื่นระดับสูงสุด): ผิวสากมากที่สุด การฝืดเกาะหนึบ! ทำมาเพื่อพื้นที่รอบสระว่ายน้ำ หรือทางเดินนอกบ้านที่มีความชันมากๆ โดยเฉพาะ

ทริกเล็กๆ จากวีระพานิช: ช่วงหน้าฝนแบบนี้ ถ้าใครกำลังจะทำพื้นนอกบ้าน ลานซักล้าง หรือทางเดินเข้าบ้าน แนะนำให้มองหากระเบื้อง ค่า R11 ขึ้นไป ไว้ก่อนเลย เดินลุยน้ำขังได้สบายใจ ไม่ต้องคอยระวังว่าจะลื่นล้ม

กระเบื้องเซรามิก กับ กระเบื้องพอร์ซเลน เลือกต่างกันยังไง? 

เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมกระเบื้องปูพื้นบางแผ่นหน้าตาคล้ายกันมากๆ แต่ราคาต่างกันเกือบเท่าตัว? คำตอบมันซ่อนอยู่ที่ “เนื้อกระเบื้องกับขั้นตอนการผลิต” นี่แหละ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการเลือกกระเบื้องปูพื้นให้ตรงกับงาน ซื้อทีเดียวจบ ไม่ต้องเสียเงินมารื้อทำใหม่ทีหลัง!

ถ้าแบ่งตามความแข็งแรง กระเบื้องปูพื้นหลักๆ ในตลาดจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดนี้เลย:

1. กระเบื้องเซรามิก (Ceramic) – สวยงาม ราคาสบายกระเป๋า

ทำมาจากดินเหนียวหรือดินแดง นำมาอัดขึ้นรูปแล้วเผาด้วยความร้อนระดับปานกลาง จากนั้นค่อยเคลือบสีพิมพ์ลายลงบนหน้าแผ่น

  • ข้อดี:
    • ราคาสบายกระเป๋า: คุมงบง่าย ช่วยเซฟเงินทำบ้านไปได้เยอะ
    • ตัวเลือกเพียบ: ลายไม้ ลายหิน ลายกราฟิก มีสีและลายให้เลือกเยอะที่สุดในตลาด
    • ช่างทำงานง่าย: แผ่นน้ำหนักเบา กรีดตัดแต่งเข้ามุมหน้างานได้ไว
  • ข้อควรระวัง:
    • ดูดซึมน้ำสูงกว่า: เพราะเนื้อแผ่นยังมีรูพรุนอยู่เยอะ อัตราดูดซึมน้ำจะอยู่ที่ประมาณ 3% – 7%
    • รับแรงกระแทกได้ปานกลาง: ถ้ามีของหนักตกใส่แรงๆ หรือโดนกดทับเยอะๆ มีโอกาสแตกร้าวได้ง่ายกว่า
  • เหมาะกับงานไหน?
    • งานพื้น: เหมาะกับพื้นภายในบ้านที่ไม่ต้องรับน้ำหนักมาก เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือโถงทางเดินแห้งๆ
    • งานผนัง: นิยมนำไปปูผนังห้องน้ำหรือผนังห้องครัวมากๆ เพราะแผ่นน้ำหนักเบา ติดปูนแล้วไม่ค่อยย้อยตัวร่วงลงมา

2. กระเบื้องพอร์ซเลน / แกรนิตโต้ (Porcelain / Granito) – เเข็งแรง ทนทาน 

ทำมาจากดินขาวเกรดพรีเมียมผสมแร่ควอตซ์ นำมาอัดด้วยแรงดันสูงและเผาด้วยความร้อนสูงจัดเกิน 1,200 องศาเซลเซียส จนเนื้อแผ่นหลอมแน่นเป็นเนื้อเดียวกันทั้งแผ่น

  • ข้อดี:
    • แข็งแรง: ทนแรงกระแทก ทนรอยขีดข่วนได้ดีเยี่ยม เดินเหยียบย่ำใช้งานหนักๆ ได้สบาย อายุการใช้งานยาวนาน อยู่ได้สิบๆ ปี ไม่หมองง่าย
    • ไม่ดูดซึมน้ำ (ต่ำกว่า 0.5%): เนื้อแผ่นมีความแน่น หมดปัญหาเรื่องคราบน้ำซึมฝังลึก เชื้อราดำ หรือปัญหากระเบื้องดันตัวบวมระเบิดเพราะความชื้น
  • ข้อควรระวัง:
    • ราคาสูง: ราคาแพงกว่ากระเบื้องเซรามิกพอสมควร และตัวแผ่นมีน้ำหนักค่อนข้างมาก
    • ต้องใช้ปูนกาวเฉพาะ: ด้วยความที่เนื้อแน่นจัดจนแทบไม่ดูดน้ำ ถ้าไปใช้ปูนทรายผสมเองแบบเดิมๆ ปูไม่กี่ปีก็หลุดร่อน ต้องเลือกใช้ ปูนกาวซีเมนต์สำหรับงานพอร์ซเลน เท่านั้น
  • เหมาะกับงานไหน?
    • งานพื้นที่ใช้งานหนักและเปียกชื้น: ปูได้ทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นโรงจอดรถ ทางเดินนอกบ้าน ห้องน้ำโซนเปียก ครัวไทย หรือระเบียงบ้านที่ต้องเจอแดดเจอฝนตลอดเวลา

ทริกสังเกตง่ายๆ: ถ้าอยากรู้ว่ากระเบื้องแผ่นไหนเป็นประเภทไหน ให้ลองพลิกดูหลังแผ่นดู!

  • หลังแผ่นเป็นสีส้มอิฐหรือสีน้ำตาลแดง = กระเบื้องเซรามิก
  • หลังแผ่นเป็นสีขาวเนียน หรือสีเทาเนื้อแน่นๆ = กระเบื้องพอร์ซเลน / แกรนิตโต้

วิธีเลือกกระเบื้องปูพื้น จากผิวสัมผัสและโทนสี เลือกยังไงให้บ้านสวยโปร่ง

นอกจากเรื่องสเปกความปลอดภัยและความแข็งแรงแล้ว เรื่อง “หน้าตา อารมณ์ และความรู้สึก” ก็สำคัญไม่แพ้กันเลย! เพราะพื้นบ้านเป็นจุดที่มีพื้นที่กว้างที่สุดจุดหนึ่งของบ้าน การเลือกระเบื้องให้เข้ากับสไตล์แต่งบ้านและทิศทางแสง จะช่วยเปลี่ยนห้องแคบๆ อึดอัด ให้ดูโปร่ง สวยกว้าง และน่าอยู่มากขึ้น ลองมาดูหลักการเลือกผิวสัมผัสและโทนสีแบบง่ายๆ ที่นำไปใช้ได้จริงกันเลย

1. เลือกจากผิวสัมผัส (Texture)

ผิวหน้ากระเบื้องไม่ได้มีผลแค่เรื่องกันลื่นอย่างเดียว แต่ส่งผลตรงๆ กับเรื่องแสง ความรู้สึกของห้อง และการทำความสะอาดในชีวิตประจำวันด้วย

  • ผิวมัน (Glossy Finish) – หรูหรา สะท้อนแสง ช่วยให้ห้องดูกว้างขึ้น
    • จุดเด่น: ผิวเรียบกริบ สะท้อนแสงไฟและแสงธรรมชาติได้ดีเยี่ยม ช่วยหลอกตาให้ห้องแคบๆ ดูโปร่ง กว้าง และสว่างขึ้น พอปูเสร็จจะให้อารมณ์หรูหรา สะอาดตา แถมเช็ดถูทำความสะอาดง่าย
    • เหมาะกับงาน: ห้องนอน, ห้องนั่งเล่น, โถงรับแขกขนาดเล็ก หรือห้องที่แสงธรรมชาติ
    • ข้อควรระวัง: เตือนเลยว่า ห้ามนำไปใช้ในห้องน้ำหรือพื้นที่นอกบ้านเด็ดขาด! เพราะเวลาโดนน้ำจะลื่นและอันตรายมาก และผิวของกระเบื้องมีคตวามมันจะมองเห็นรอยเท้า คราบน้ำ หรือรอยขีดข่วนได้ชัดกว่าผิวแบบด้าน
  • ผิวด้าน (Matt / Satin Finish) – โมเดิร์น นุ่มตา สบายสไตล์มินิมอล
    • จุดเด่น: ผิวสัมผัสละมุน ไม่สะท้อนแสงแยงตา ให้ลุคเรียบเท่ ทันสมัย สไตล์มินิมอล นอร์ดิก หรือมูจิ ข้อดีมากๆ คือช่วยพรางรอยขีดข่วน คราบฝุ่น และรอยเท้าได้ดี ทำให้บ้านดูสะอาดตาตลอดเวลา
    • เหมาะกับงานไหน? ห้องครัว, ห้องรับแขก, ห้องทำงาน, ห้องนอน หรือโถงทางเดินในบ้าน
    • ข้อควรระวัง: แม้จะเช็ดถูง่าย แต่ถ้าเจอคราบน้ำมันหนักๆ ในครัวไทย แนะนำให้รีบเช็ดทำความสะอาดทันที ไม่ควรทิ้งไว้นานจนซึมลงร่องยาแนว
  • ผิวหยาบ / ผิวกึ่งด้าน (Structured Finish) – ปลอดภัย เท่ สไตล์ธรรมชาติ
    • จุดเด่น: มีผิวสัมผัสขรุขระ นูนต่ำ เลียนแบบผิวหินธรรมชาติ ปูนเปลือย หรือผิวดินเผา ให้แรงเสียดทานสูง สัมผัสสากเท้า เดินแล้วมั่นใจทุกก้าว
    • เหมาะกับงานไหน? โรงจอดรถ, ระเบียงบ้าน, ลานซักล้าง, ทางเดินในสวน หรือห้องน้ำโซนเปียก
    • ข้อควรระวัง: ผิวที่ขรุขระจะสะสมฝุ่นและคราบดินได้ง่ายกว่า การทำความสะอาดแนะนำให้ใช้แปรงขัดพื้นหรือเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดล้าง จะง่ายกว่าการใช้ไม้ม็อบถูพื้นทั่วไป

2. เลือกจากโทนสี (Color)

สีของกระเบื้องมีผลต่อความรู้สึกและขนาดของพื้นที่ ลองมาดูทริกการแมตช์สีให้เข้ากับบ้านกัน

  • โทนสีสว่าง (ขาว, ครีม, เบจ, เทาอ่อน)
    • ฟีลลิ่ง: ช่วยกระจายแสง ทำให้ห้องดูโปร่ง กว้างขวาง สบายตา ไม่รู้สึกอึดอัด เหมาะมากๆ กับบ้านที่มีพื้นที่จำกัดหรือคอนโด
    • เข้ากับสไตล์: มินิมอล (Minimal), นอร์ดิก (Nordic), เจแปนดี้ (Japandi) หรือมูจิ (Muji)
    • ข้อสังเกต: ถ้าเลือกกระเบื้องสีขาว อาจจะเห็นเศษผมหรือคราบฝุ่นสีเข้มได้ง่ายหน่อย ต้องขยันกวาดเช็ดอยู่เรื่อยๆ
  • โทนสีเข้ม (เทาดำ, ชาร์โคล, น้ำตาลเข้ม, ดำ)
    • ฟีลลิ่ง: ให้ความรู้สึกนิ่ง สุขุม เท่ มีมิติ ดูแพง และเพิ่มความเป็นส่วนตัว
    • เข้ากับสไตล์: ลอฟท์ (Loft), อินดัสเทรียล (Industrial) หรือโมเดิร์นลักชูรี (Modern Luxury)
    • ข้อสังเกต: กลบรอยเท้า คราบดิน และรอยเลอะได้ เหมาะกับโรงจอดรถหรือนอกบ้าน แต่ถ้าจะเอามาใช้ในบ้าน ต้องมั่นใจว่าห้องนั้นมีแสงสว่างเข้าถึงเยอะพอ ไม่งั้นจะทำให้ห้องดูแคบและทึบจนรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที
  • โทนสีธรรมชาติ (ลายไม้, ลายหินอ่อน, ลายหินขัด)
    • ฟีลลิ่ง: ลดความแข็งกระด้างของตัวอาคาร เพิ่มความรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย เหมือนได้พักผ่อนในรีสอร์ต
    • เข้ากับสไตล์: บ้านสไตล์รีสอร์ต, สไตล์มูจิ หรือบ้านแนวอบอุ่นสำหรับครอบครัว
    • ข้อสังเกต
      • ลายไม้: เลือกกระเบื้องที่มีลายไม่ซ้ำ เวลาปูจะดูเนียนเป็นธรรมชาติ ไม่หลอกตา และต้องเลือกสียาแนวให้กลืนกับสีไม้
      • ลายหินอ่อน: ผิวมันเงาจะลื่นมากเวลาโดนน้ำ ห้ามใช้ปูโซนเปียกในห้องน้ำหรือพื้นซักล้าง และสีอ่อนมากๆ จะเห็นรอยเท้ากับฝุ่นชัด
      • ลายหินขัด: ถ้าเม็ดหินใหญ่หรือลายแน่นเกินไป ปูเต็มห้องแล้วจะดูลายตา แนะนำใช้ปูเน้นเฉพาะบางมุมหรือเลือกเม็ดลายเล็กๆ จะกำลังสวย

เคล็ดลับหน้างาน! เช็ก 2 จุดนี้บนข้างกล่อง ก่อนยกของออกจากร้าน

ข้อนี้พี่ๆ ช่างและผู้รับเหมามืออาชีพน่าจะคุ้นเคยกันดี แต่เจ้าของบ้านหลายคน ที่เพิ่งเคยทำบ้านเองอาจจะยังไม่ทันสังเกต เวลาสั่งซื้อกระเบื้อง พอของมาส่งถึงหน้างานหรือตอนไปรับเองที่ร้าน อย่าเพิ่งรีบยกขึ้นรถแล้วขับกลับบ้านเด็ดขาด! สละเวลาเช็กข้างกล่องแค่ 2 นาที บอกเลยว่าช่วยเซฟเวลาและเซฟเงินในกระเป๋าได้เยอะ เพราะถ้าขนกลับไปถึงหน้างาน แล้วปูไปได้ครึ่งห้องเพิ่งมาเจอปัญหา การจะขนกลับมาเปลี่ยนที่ร้าน บอกเลยว่าทั้งเหนื่อย ทั้งเสียเวลา งานช่างชะงักสะดุดทันที! ลองมาดู 2 จุดสำคัญที่ต้องเช็กให้ชัวร์กันเลย

1. เช็กเฉดสีและรหัสล็อตผลิต (Shade / Batch / Size No.)

  • เวลาโรงงานผลิตกระเบื้อง ต่อให้ใช้สูตรดินเดียวกัน พิมพ์ลายเดียวกันเป๊ะๆ แต่การเผากระเบื้องแต่ละรอบ อุณหภูมิและความชื้นในเตาเผาจะมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยเสมอ ผลที่ตามมาคือ กระเบื้องต่างล็อต สีอาจจะเข้มหรืออ่อนกว่ากันนิดหน่อย แม้ตอนมองแยกกล่องจะดูไม่ออกก็ตาม
  • ถ้าไม่เช็กจะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าเผลอเอาสินค้าคนละล็อตมาปูในห้องเดียวกัน พอปูเสร็จเปิดไฟส่อง จะเห็นชัดทันทีว่าพื้นกลายเป็นลายด่างๆ สีไม่สม่ำเสมอ 
  • วิธีเช็กหน้างาน สังเกตข้างกล่องตรงช่องระบุ Shade (เฉดสี) หรือ Batch No. (เลขรอบการผลิต) ดูให้ตัวอักษรและตัวเลขตรงกันทุกกล่อง
  • ข้อแนะนำเพิ่มเติม แนะนำให้สั่งกระเบื้องเผื่อสำรองไว้ 10% – 15% จากพื้นที่จริงเสมอ และต้องสั่งให้เป็นล็อตเดียวกันทั้งหมด เพราะถ้าของขาดหน้างานแล้วมาสั่งเพิ่มทีหลัง โอกาสจะได้ล็อตเดิมหรือสีตรงกับล็อตที่ซื้อไปนั้นยากมาก! นอกจากร้านจะมีของล็อตเดียวกันจำนวนมาก

2. เช็กประเภทขอบกระเบื้อง (ตัดขอบ vs ไม่ตัดขอบ)

  • ประเภทของขอบกระเบื้องส่งผลต่อความสวยงาม ความกว้างร่องยาแนว และเทคนิคการปูของช่างโดยตรง
  • กระเบื้องตัดขอบ: เป็นกระเบื้องที่ผ่านการนำเข้าเครื่องเจียรตัดขอบให้ได้ฉาก 90 องศาเท่ากันทุกแผ่น
    • ข้อดี: ช่างปูชิดได้มาก เว้นร่องยาแนวแคบๆ ได้สวย (ประมาณ 1 – 2 มม.) ทำให้พื้นดูเรียบเนียนเป็นผืนเดียวกัน
  • กระเบื้องไม่ตัดขอบ: เป็นกระเบื้องที่ขึ้นรูปปั๊มลายแล้วนำไปเผา ขอบแผ่นจะมีความโค้งมนนิดๆ
    • ข้อควรระวัง: กระเบื้องประเภทนี้ ห้ามปูชิดเด็ดขาด! ต้องเว้นร่องยาแนวกว้างกว่าปกติ (ประมาณ 3 – 5 มม.) เพื่อรองรับความคลาดเคลื่อนของขอบ และป้องกันไม่ให้กระเบื้องขยายตัวดันกันจนดันโก่งระเบิดในอนาคต

วิธีเลือกกระเบื้องปูพื้น ให้คุ้มค่า ต้องสวยและปลอดภัย

การมีความรู้เรื่อง วิธีเลือกกระเบื้องปูพื้น ไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่องความสวยงามสบายตาอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมไปถึง ความปลอดภัยในการใช้งานจริงระยะยาว ของคนในบ้านด้วย โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องเจอความชื้นตลอดเวลา หรือจุดภายนอกบ้านที่เจอฝนตกชุก การเลือกประเภทกระเบื้อง เลือกสเปกขอบ และเลือกค่า R ให้ถูกต้องตรงจุด จะช่วยลดอุบัติเหตุลื่นล้ม และเซฟเงินในกระเป๋าไม่ต้องคอยจ่ายค่าซ่อมแซมในอนาคตได้เยอะมาก!

ถ้าใครกำลังวางแผนสร้างบ้าน รีโนเวทห้องใหม่ หรืออยากได้คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกระเบื้องปูพื้นให้เหมาะกับสไตล์บ้านและงบประมาณที่มี สามารถแวะเข้ามาเลือกดูแผ่นจริง ลองสัมผัสผิวของกระเบื้อง ทดสอบค่า R และนั่งคุยปรึกษากับทีมงานผู้เชี่ยวชาญได้ที่ วีระพานิช หรือจะทักสอบถามผ่านช่องทางออนไลน์ของทางร้านได้เลย

👉 ติดต่อเราได้ที่

LINE OA : @Weeraphanich
Facebook Page : Weera วีระพานิช
โทรศัพท์ : 053-852345
กลุ่มสินค้าอื่น ๆ